กรดไหลย้อน 3 ระยะ

Last updated: Aug 12, 2017  |  7484 จำนวนผู้เข้าชม  |  คู่มือบำบัดโรค

กรดไหลย้อน 3 ระยะ

โรคกรดไหลย้อน คือ โรคของระบบย่อยอาหารที่ทำงานได้ไม่ดีนัก จึงเกิดปัญหาต่างๆ ทั้งในช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ และปัญหาการขับถ่ายตามมา ทำให้หลายท่านต้องเสียเงินเสียทอง เสียเวลามากมายในการ ตามหาวิธีการรักษา จากประสบการณ์การรักษาเราจึงขอแบ่งโรคกรดไหลย้อนออกเป็นระยะตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ ร่างกายเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและนำไปบำบัดอาการของตัวเองและคนรอบข้างได้

  • ระยะที่ 1 : ท้องอืด ท้องเฟ้อ (โรคกระเพาะอาหาร)
  • ระยะที่ 2 : มีขยะตกค้างและจุลินทรีย์ที่ไม่ดีอยู่ในลำไส้มาก
  • ระยะที่ 3 : สารอาหารในเลือดเหลือน้อย เซลล์ขาดสารอาหาร

กรดไหลย้อนระยะที่ 1 “ท้องอืด ท้องเฟ้อ”

อาการ : อาการในระยะนี้ที่จริงก็คือ “โรคกระเพาะอาหาร” เราดีๆ นี่เอง คนไข้มักจะมีลมดันขึ้นมากทานอาหารแล้วจุกแน่นท้อง ท้องอืดเฟ้อ ท้องแข็ง เพราะการย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ ในกระเพาะอาหารลำไส้จึงมีลมและแก๊สที่เกิดจากอาหารตกค้างในลำไส้อยู่มาก
 
สาเหตุของโรค :  โดยมากแล้ว เกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น 

วิธีแก้ไข : ควรขับลมในกระเพาะอาหาร ปรับกระเพาะอาหารให้แข็งแรงและหลั่งน้ำย่อยให้ตรงเวลา

การปรับพฤติกรรม : 

  1. ทานอาหารตรงเวลาทุกมื้อ
  2. ทานอาหารเช้าไม่เกิน 9 โมงเช้า (เพราะเป็นเวลาการทำงานของกระเพาะอาหารตามเวลาชีวิต)
  3. ลดการทานน้ำเย็น กาแฟ ชาเย็น น้ำอัดลม นม น้ำเต้าหู้ เพราะทำให้กระเพาะอาหารทำงานได้ไม่ดี
  4. ไม่ควรทานอาหารดึกเกิน 2 ทุ่ม เพราะน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเหลือน้อยแล้ว หากต้องการทานแนะนำให้ทานธัญพืชชงหรือน้ำนมข้าวแทนเพราะย่อยและถูกดูดซึมได้ง่าย

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ : 

  1. ยาธรณีสัณฑะฆาต (2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน) – เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก  
  2. ยาขับลม หรือ ยาประสะเจตพังคี (2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที) – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหาร

กรดไหลย้อนระยะที่ 2 “ปัญหาอาหารตกค้าง และ มีจุลินทรีย์ที่ไม่ดีในลำไส้มาก”

อาการ : 

  1. อาหารที่ทานเข้าไปย่อยไม่ได้  เกิดการหมักหมมในลำไส้สร้างแก๊สมากจนท้องอืด เฟ้อ
  2. หายใจได้ไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้เริ่มโป่งพองจากลมจนเบียดกับกระบังลมทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่
  3. เมื่อมีลมมากเกินไป จนดันขึ้นที่ส่วนบนของร่างกาย อาจจะนำพาเอาละอองน้ำกรด (น้ำย่อย) ขึ้นมาด้วยจนมีอาการแสบร้อนหน้าอก แสบคอได้
  4. การถ่ายอุจจาระเริ่มไม่เป็นปกติ ท้องผูก ผายลมเหม็น หรืออาจมีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องผูกสลับท้องเสียเนื่องจากจุลินทรีย์ที่ดีลดลง จุลินทรีย์ก่อโรคขยายจำนวนเพิ่มขึ้น
  5. ปวดตึงบ่าไหล่ เป็นประจำ เพราะเมื่อลำไส้เล็ก-ลำไส้ใหญ่ไม่สะอาด เกิดขยะและแก๊สสะสมเยอะเส้นลมปราณลำไส้เล็ก-ใหญ่ ที่พาดผ่านบ่าและไหล่ก็จะเกิดการติดขัด ลมปราณไหลเวียนไม่สะดวก
  6. มีกลิ่นปากและกลิ่นตัวง่าย

สาเหตุ : จากการที่มีอุจจาระตกค้างในลำไส้มากเนื่องจากอาหารไม่ย่อย ย่อยไม่ดี นานวันเข้าหากไม่ได้รับการแก้ไขคนไข้ก็จะเริ่มมีอาการกรดไหลย้อนระยะที่ 2 คือ ขยะจากอาหารที่ย่อยไม่ได้เป็นอาหารอันโอชะของจุลินทรีย์ที่ไม่ดีซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ ทำให้จุลินทรีย์ชนิดนี้อิ่มหนำสำราญ ออกลูกออกหลานแพร่จำนวนประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จุลินทรีย์ที่ดีซึ่งทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายอาหารให้กลายเป็นสารอาหารที่มีอยู่ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ

วิธีแก้ไข : ปรับกระเพาะอาหารให้หลั่งน้ำย่อยตรงเวลา ขับลมในลำไส้ เช่นเดียวกับการรักษาในระยะที่ 1  แต่ในขั้นตอนนี้ ควรทานโปรไบโอติค (จุลินทรีย์ที่ดี) เสริม เพื่อช่วยย่อยสลายอาหารที่ตกค้างในลำไส้และควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี

ปรับพฤติกรรม : ปรับพฤติกรรมเหมือนกรดไหลย้อนระยะที่ 1 และมีเพิ่มเติมคือ

  • ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรังโดยมากเกิดจากความเครียด เมื่อเกิดความเครียด ทำให้กล้ามเนื้อของอวัยวะต่างๆ หดเกร็ง รวมทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้ด้วย เวลาทานอาหารไม่ควรนั่งคุยเรื่องงาน เรื่องเครียด (เพื่อให้กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารและลำไส้ผ่อนคลาย ไม่หดเกร็งจนย่อยอาหารลำบาก)

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ :

  1. ยาธรณีสัณฑะฆาต (2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 10 วัน) – เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก
  2. ยาขับลม หรือ ยาประสะเจตพังคี (2-3 แคปซูลก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที) – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหาร
  3. น้ำเอนไซม์ หรือ Lactomin – จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ลดการสร้างแก๊ส
  4. ยาหอม – ทานเมื่อมีอาการอึดอัดแน่นบริเวณหน้าอก ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

*** หมายเหตุ ***  หากมีอาการท้องผูกเรื้อรังแนะนำให้ทำดีท็อกซ์แบบสวน 5 วันติดต่อกันเพื่อให้อุจจาระที่แห้งแข็ง หลุดออกมาเสียก่อน หลังจากนั้นให้ทำ สัปดาห์ละ 1 ครั้งจนกว่าจะหายดี

กรดไหลย้อนระยะที่ 3 “สารอาหารในเลือดเหลือน้อย ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานลดลง”

เป็นระยะที่มีคนไข้เข้ามาปรึกษาจำนวนมาก เนื่องจากทานยารักษาอาการที่ปลายเหตุมาเป็นระยะเวลานานแต่อาการยังไม่ดีขึ้น และเริ่มมีผลกระทบหลายเรื่อง เช่นอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หัวใจเต้นเร็ว นอนหลับยากและเริ่มเครียดกับปัญหาสุขภาพ
 
อาการ :

  1. จุกแน่นบริเวณท้องจนถึงหน้าอก เพราะมีลมมากในลำไส้และกระเพาะอาหาร
  2. หายใจได้ไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้พองเบียดกับกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่
  3. บางครั้งมีอาการจุกแน่น แสบหน้าอก อยากอาเจียน เพราะลมพาเอาละอองน้ำย่อยขึ้นมา
  4. การถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ ลักษณะไม่เป็นก้อน ถ่ายไม่หมด
  5. หน้าตาและผิวพรรณทรุดโทรม ไม่ผ่องใส ริมฝีปากแห้งซีด เล็บเป็นคลื่นฉีกขาดง่าย
  6. ปวดบริเวณขมับ ศีรษะด้านข้าง หรือท้ายทอยบ่อยๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงศีรษะได้น้อยลง
  7. นอนหลับไม่สนิท เนื่องจากหายใจได้เพียงสั้นๆ ทำให้มีออกซิเจนในเลือดและสมองน้อยลงเรื่อยๆ
  8. หิวบ่อยๆ อยากทานอาหารที่ได้พลังงานเร็วเช่น แป้ง ของหวาน เพราะสารอาหารในเลือดไม่เพียงพอ
  9. บางกรณีที่สารอาหารในเลือดน้อยมาก จนไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกาย อาจมีอาการชาปลายมือปลายเท้า มึนศีรษะ ไม่ค่อยมีแรง หน้ามืด ไมเกรน ร่วมด้วย
  10. ประจำเดือนมีเลือดออกมาน้อย หรือ ไม่ตรงเวลา

สาเหตุ : เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อนเป็นเวลานานระบบย่อยอาหารเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ทำให้การดูดซึมสารอาหารแย่ลงตามไปด้วย จนถึงขั้นที่สารอาหารในเลือดเริ่มเหลือน้อยลง ไม่สามารถถูกส่งไปหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกายได้เพียงพอ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายล้วนต้องใช้เลือด เมื่อเลือดไม่เพียงพอ อวัยวะต่างๆ เช่น กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ ก็จะปรับตัวทำงานลดลง ร่างกายเริ่มโหยหาและดูดซึมแป้งและน้ำตาลไปใช้อย่างต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะง่วงนอน อ่อนเพลีย มึนศีรษะ น้ำในหูไม่เท่ากัน บ้านหมุนได้ง่าย

วิธีแก้ไข : นอกจากการขับขยะตกค้างในร่างกาย และการปรับระบบย่อยให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ร่วมกับการเติมจุลินทรีย์ที่ดีให้ลำไส้อย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องทำโดยด่วน คือการเพิ่มสารอาหารในเลือด เพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงขึ้น

ยาหรือสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ :
ในระยะนี้ เราต้องเร่งเพิ่มสารอาหารให้เลือดโดยการทานอาหารที่มีสารอาหารสูง ดูดซึมเข้าเลือดได้ง่าย แต่รบกวนการย่อยน้อย

  1. สาหร่ายเกลียวทอง หรือ โสม GR150 – เพื่อให้เม็ดเลือดมีคุณภาพ กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ กลับมาทำงานได้เร็วขึ้น
  2. ยาธรณีสัณฑะฆาต 2-3 แคปซูลก่อนนอน ทานประมาณ 5-7 วัน – เพื่อขับอาหารที่ตกค้างในลำไส้ซึ่งกำลังสร้างแก๊สปริมาณมากออก
  3. ยาขับลม(เบญจกูล) 4 เม็ด ก่อนอาหาร เช้า-เย็น 15 นาที – เพื่อให้ธาตุไฟในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น ช่วยในการย่อยสลายอาหาร
  4. น้ำเอนไซม์ หรือ โปรไบโอติคแบบเม็ด – จุลินทรีย์ที่ดีจะช่วยควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ลดการสร้างแก๊ส
  5. ยาหอม – ทานเมื่อมีอาการอึดอัดแน่นบริเวณหน้าอก ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นวันละ 2-3 ครั้ง
*** หมายเหตุ ***  หากมีอาการท้องผูกเรื้อรังแนะนำให้ทำดีท็อกซ์แบบสวน 5 วันติดต่อกันเพื่อให้อุจจาระที่แห้งแข็งหลุดออกมาเสียก่อน หลังจากนั้นให้ทำ สัปดาห์ละ 1 ครั้งจนกว่าจะหายดี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com